สวนญี่ปุ่นในแต่ละยุคสมัย

Korakuen in Okayama

    สวนญี่ปุ่นนั้นได้ถูกสร้างและพัฒนาเติบโตมาตลอดประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะโดยเหล่าชนชั้นนำในประเทศ ผู้ปกครองประเทศ พระ นักรบ หรือนักธุรกิจ สวนเหล่านั้นได้ทุกสร้างมาเพื่อตอบสนองหลากหลายเหตุผลเช่น เพื่อความรื่นรมย์ งานอดิเรก หรือการเติมเต็มด้านจิตวิญญาน การพัฒนาของสวนต่างๆได้ถูกพัฒนาตลอดช่วงประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อน ศิลปและวัฒนะธรรมในยุคนั้น ผ่านรูปแบบสวนที่หลากหลาย โดยสวนบางชนิดก็ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่บางชนิดก็คงอยู่จนทุกวันนี้

Early Japan (ก่อนปี 794)

    หนึ่งในสวนยุคแรกเริ่มของญี่ปุ่น คือที่ศักสิทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งกำหนดโดยก้อนกรวด ก่อนที่วัฒนธรรมจีนจะเข้าสู่ญี่ปุ่น สวนลักษณะนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็น ศาลของชินโตในยุคเริ่มต้น ตัวอย่างที่พบเห็นได้คือ Ise Shrines ซึ่งถูกสร้างล้อมรอบโดย พื้นที่กรวด

อาณาเขตหินกรวดใช้เพื่อกำหนดพื้นที่ศักสิทธิ์ (Ise Shrine)

    เมื่อวัฒนธรรมจีนได้เผยแพร่อย่างกว้างขวางในประเทศ พร้อมด้วยศาสนาพุทธเข้ามามีบทบาทในวัฒนธรรมการจัดสวนญี่ปุ่น ในช่วงเวลานี้สวนได้ถูกสร้างในพระราชวังเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและให้ความสุขแก่องจักรพรรดิ เริ่มมีการนำบ่อน้ำเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก เพิ่มส่วนประกอบของศาสนาพุทธและเต๋าเข้ามาไว้ในสวนด้วย

    แต่น่าเสียดาย สวนในยุคแรกเริ่มนี้ไม่สามารถรอดผ่านกาลเวลามาได้ อย่างไรก็ตามนักโบรานคดีได้พบว่า ที่เมืองนารา สวนด้านตะวันออกของ วัง Heijo นั้นได้ถูกซ่อมแซมและเปิดในสาธารณชนชมในปี 1990 ได้เป็นตัวอย่างที่ดีและใกล้เคียงกับสวนในวังในยุคแรกเริ่ม

สวนบ่อน้ำยุคแรกเริ่ม (สวนฝั่งตะวันออกของพระราชวัง Heijo ในเมือง นารา)

ยุค Heian  (794-1185)

    ในยุคที่แสนสงบอย่างยุคเฮอันนี้ เมืองหลวงได้ถูกย้ายมาที่ เกียวโต โดยเหล่าขุนนางทั้งหลายใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับศิลป พวกเขาได้เริ่มสร้าง สวน Shinden ที่พระราชวังและเรือนประทับ ซึ่งเป็นสวนขนาดใหญ่ที่ใช่ในการสังสรรค์ ทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่นการเล่นเรือ ตกปลา หรือกิจกรรมทั่วไปอื่นๆ

    สวน Shinden ได้รับการบอกเล่าถึงรายละเอียดในนิยายคลาสสิค Tale of Genji ออกแบบตามแนวคิดจีน ในสวนจะมีบึงขนาดใหญ่และเกาะซึ่งเชื่อมต่อกับภายนอกผ่านทางสะพานโค้ง ที่ซึ่งเรือสามารถผ่านได้ ลานกวรดหินด้านหน้าตึกจะใช้ในการแสดงต่างๆ ในขณะที่เรือนปลูกสร้างจะยืนลงไปในเขตพื้นที่น้ำ แต่น่าเสียดาย ไม่มีสวน Shenden เหลือรอดมาถึงทุกวันนี้ แต่บึงน้ำขนาดใหญ่ ยังมีให้เห็นในสวนยุคต่อมา เช่น บึง Osawa ที่ วัด Daikakuji เมืองเกียวโต

สวนที่ยังคงเหลือของสวนแบบ Shinden (บึง Osawa)

    ในช่วงปลายของยุคเฮอัน แนวคิดแดนบริสุทธิ์พุทธได้รับความนิยมอย่างมาก สวนญี่ปุ่นในช่วงนี้จึงถูกสร้างโดยยึดแนวคิดจากความเชื่อถึงสวรรค์ในศาสนาพุทธ โดยลักษณะคล้ายสวน Shinden โดยจะมีบึงใหญ่แต่จะมีดอกบัว และเกาะพร้อมเรือนอันสวยงาม

    อย่างไรก็ตามสวนลักษณะนี้ไม่เหลือรอดมาถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดีที่ วัดByodoin และ วัดMotsuji ได้อนุรักษณ์ส่วนหลักของสวนแบบนี้ไวเช่นกัน

    ในช่วงปลายของยุคเฮอัน แนวคิดแดนสุขาวดีในศาสนาพุทธได้รับความนิยมอย่างมาก สวนญี่ปุ่นในช่วงนี้จึงถูกสร้างโดยยึดแนวคิดจากความเชื่อถึงสวรรค์ในศาสนาพุทธ โดยลักษณะคล้ายสวน Shinden โดยจะมีบึงใหญ่แต่จะมีดอกบัว และเกาะพร้อมเรือนอันสวยงาม

    อย่างไรก็ตามสวนลักษณะนี้ไม่เหลือรอดมาถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดีที่ วัดByodoin และ วัดMotsuji ได้อนุรักษณ์ส่วนหลักของสวนแบบนี้ไวเช่นกัน

สวนแนวคิดแดนสุขาวดี (วัด Motsuji)

ยุค Kamakura และ Muromachi  (1192-1573)

    ในช่วงเริ่มต้นของยุค Kamakura การเปลี่ยนผ่านอำนาจจากเหล่าขุนนางไปสู่ฝ่ายทหาร ผู้ปกครองฝ่ายทหารนั้นได้รับและนำเอาแนวคิดพุทธวิถีเซน ซึ่งได้มีผลกับการจัดสวนเป็นอย่างมาก สวนญี่ปุ่นในยุคนี้ได้ถูกสร้างเชื่อมติดกับตัววัดเพื่อช่วยให้พระได้สะดวกสำหรับการทำสมาธิและช่วยเรื่องศาสนะกิจ มากกว่าจะใช้สำหรับการผ่อนคลายแบบยุคก่อน

    สวนนั้นยังมีขนาดที่เล็กลง เรียบง่ายขึ้นและใช้แนวคิด มินนิมอลมากขึ้น ในขณะที่ยังคงมีองค์ประกอบหลักอยู่ เช่น บ่อน้ำ เกาะ สะพานและน้ำตก โดยแนวคิดที่สุดโต่งไปในทางแนวคิดมินนิมอลคือ สวนแบบแห้ง Karesansui ซึ่งมีเพียงแค่หิน กรวดและทรายเป็นตัวแทนของ องค์ประกอบดั้งเดิมของสวนปกติ

    สวนจำนวนมากในยุคนี้ยังรอดมาจนปัจจุบัน โดยเฉพาะในเกียวโตซึ่งจะอยู่ในวัดเซนหลักๆเช่น Ryoanji, Daitokuji, Tenryuji และ Kokedera และรูปแบบดั้งเดิมก็ยังพบที่ Kamakura รวมทั้งสวนเซนยุคแรกของ Zuisenji และ Kenchoji

สวนแห้ง Karesansui (วัด Ryoanji ในเกียวโต)

ยุค Azuchi-Momoyama  (1573-1603)

    สวนชา (Chaniwa) ได้เริ่มมีให้เห็นในช่วงยุคก่อนหน้านี้ เพื่อใช้ในพิธีชงชา แต่ขึ้นสู่จุดสูงในช่วงยุค Azuchi-Momoyama เมื่อแนวคิดการเป็นประมาจารย์ด้านการชงชา ได้ขัดเกลาและทำให้การออกแบบสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยแนวคิดของ "Wabisabi" ซึ่งยังคงมีให้เห็นจนทุกวันนี้

    สวนชานั้นจะประกอบด้วยหินทางเดินที่จะนำพาจากทางเข้า ไปเข้าสู่ห้องชงชา ตะเกียงหินก็จะส่องสว่างนำทางผู้มาเยือนและเป็นที่ประดับสวนไปในตัว โดยที่มีอ่างล้างมือ (Tsukubai) ใช้ในขั้นตอนพิธีชำระล้าง สวนชา ยังพบได้ทั่วไปในญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่ได้เชื่อมต่อกับสวนขนาดใหญ่

สวนชา (วัด Kotoin เมืองเกียวโต)

ยุค Edo  (1603-1867)

    ในช่วงยุค Edo นี้สวนได้ถูกแยกออกจากแนวคิด มินนิมอล ของยุค Muromachi เมื่อชนชั้นปกครองต้องการให้สวนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการผ่อนคลายมากขึ้น จึงเป็นจุดกำเนิดของสวนสำหรับเดินชม (Strolling Garden) พร้อมด้วยบ่อน้ำ เกาะ และเนินจำลอง ซึ่งสามารถให้ผู้มาเยือนได้หลายๆมุมจากการเดินไปตามแนวทางเดิน โดยสวนลักษณะนี้มักจะมีสวนชาเป็นส่วนประกอบด้วย

    ผู้ปกครองท้องถิ่นของแคว้นต่างๆมักสร้างสวนลัษณะนี้ที่บ้านเกิด และคฤหาสที่พักแหล่งที่สองซึ่งพวกเขาต้องมีไว้ในเมือง Edo (โตเกียวในปัจจุบัน) สวนสำหรับเดินชมนั้นสามารถพบได้ในพื้นที่ของอดีตปราสาทต่างๆ และรอบๆเมืองโตเกียว สวนชื่อดังในลักษณะนี้เช่น Kenrokuen เมืองKanazawa, Korakuen เมืองOkayama, Ritsurin Koen เมืองTakamatsu, Katsura Imperial Villa เมืองเกียวโต, Rikugien และ Koishikawa Korakuen เมือง โตเกียว

สวน Suizenji เมือง Kumamoto

    ในทางตรงข้าม Tsuboniwa เป็นสวนขนาดเล็กซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นในเขตเมืองซึ่งมีประชากรหนาแน่น สวนขนาดจิ๋วเหล่านี้ เต็มไปด้วยพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในตัวบ้านหรือระหว่างบ้าน ซึ่งให้ความเป็นธรรมชาติ แสงและอากาศบริสุทธิ์ เนื่องจากขนาดของมันเล็กมากจึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เดินเข้าไปด้านในสวน

    Tsuboniwa มักจะพบได้ในบ้านประวัติศาสตร์ของเหล่าพ่อค้าซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม และยังคงได้รับความนิยมในหมู่คนยุคปัจจุบัน ผู้ซึ่งต้องการจะผนวกสวนขนาดเล็กไว้ที่บ้าน เพราะขาดพื้นที่ขนาดใหญ่

สวนในบ้านพ่อค้าใน Naramachi

ยุค Modern  (1868-ปัจจุบัน)

    ในช่วงยุค เมจิ ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคของการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งยังรับวัฒนะธรรมตะวันตกเข้ามา ทำให้มีสวนสาธารณะมากขึ้น และสวนเดินชมที่แต่เดิมเป็นของส่วนบุคคลได้เปิดใช้สาธารณะชนเข้าชม นักการเมืองและนักอุตสาหกรรม คือแรงผลักดันเบื้องหลังการสร้างสวนใหม่ๆขึ้นโดยเพิ่มความเป็นตะวันตกด้วย แปลงดอกไม้และสนามหญ้า สวนมากมายถูกสร้างขึ้นในเมืองหลวงแห่งใหม่ซึ่งก็คือ เกียวโต ตัวอย่างเช่น Kiyosumi Teien

สวนยุคใหม่บางแห่งพยายามที่จะสร้างตามแบบสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม แต่ก็มักจะใส่แนวคิดใหม่ๆลงไปด้วย ตัวอย่างที่มีให้เห็นคือ สวน Zen ของวัด Tofukuji ในเมือง Kyoto และสวนหินด้านหลังของวัด Kongobuji หรือสวนแห่งใหม่มากๆเช่นสวนของ Adachi Art Museum ใกล้Matsue

สวนยุคใหม่ (Adachi Museum of Art)

credit ภาพ, เรื่องราว Japan-Guide

2020 www.wabisabi-spirit.com